เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 18 ตุลาคม 2026 เวลา 17:21.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,315
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,284
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,315
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,284
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพไม่ได้ออกบิณฑบาต ทั้งที่ทุกวันอาทิตย์จะมีโครงการ "หิ้วตะกร้า นุ่งผ้าไทย นั่งแคร่ไม้ ใส่บาตรพระทุกวันอาทิตย์" เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าวันนี้มีกิจนิมนต์ที่วัดวังก์วิเวการาม ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องในวันครบรอบ ๒๐ ปี วันมรณภาพของ "หลวงพ่ออุตตมะ" (พระราชอุดมมงคล วิ.) อดีตเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม พระเถระผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของพุทธศาสนิกชนทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า

    การเดินทางไปสังขละบุรีในช่วงนี้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย เหตุก็เพราะว่าถนนหนทางชำรุดทรุดโทรมค่อนข้างมาก แม้ว่าจะได้รับการดูแลแก้ไขไปแล้วก็ตาม แต่ว่าก็เป็นลักษณะของการ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" ไปเฉย ๆ ต้องขออภัยที่ทำให้คำพังเพยสุภาษิตไทยเสียหาย เพราะว่าถ้าเป็นของเดิมก็คือ "ขายผ้าเอาหน้ารอด"

    เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ถนนสายนี้นั้นมีโครงการที่จะขยายถนนมาหลายปีแล้ว ได้ทำการประชาพิจารณ์ไป ๗ - ๘ รอบ กระผม/อาตมภาพก็เข้าร่วมทุกรอบ ถึงขนาดเป็นคนแรกที่เซ็นอนุญาตให้การขยายถนนนั้น สามารถกินพื้นที่บริเวณหน้าวัดได้ ถึงขนาดบอกกับทางผู้รับเหมาก่อสร้างว่า "ถ้าจำเป็นก็จะยอมตัดบันไดขึ้นสักการะสมเด็จองค์ปฐม ๒๑ ศอกบริเวณหน้าวัดท่าขนุนออกให้ แล้วไปทำบันไดขึ้นสองฝั่งด้านข้างแทน..!"

    แต่ว่าจนบัดนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าติดปัญหาอะไร ? เนื่องเพราะว่ายังไม่มีการเริ่มก่อสร้างเสียที ถ้าหากว่าจะทำการซ่อมใหญ่ ก็เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณไปเปล่า ๆ จึงทำให้ทุกอย่าง "คาราคาซัง" มาจนบัดนี้

    แต่ว่าอนิจจังความไม่เที่ยงนั้นไม่ปรานีใคร ถนนจึงชำรุดทรุดโทรมเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย จนกระทั่งมีบุคคลมาทำ "คอนเทนต์" ใส่ชุดมนุษย์อวกาศเดินสำรวจหลุม เหมือนอย่างกับดูหลุมอุกกาบาตบนดาวโลกอื่น ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮา จนผู้ปกครองในระดับจังหวัดถึงขนาดต้องวิ่งลงมาดูความเสียหายด้วยตนเอง..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,315
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,284
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ถึงแม้ว่าจะรอจนได้อรุณแล้วค่อยเดินทาง กระผม/อาตมภาพก็ยังไปถึงวัดหลวงพ่ออุตตมะ ๘ โมงกว่า เข้าไปกราบสรีรสังขาร รำลึกถึงพระคุณของท่าน ที่สมัยยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งให้ความเมตตาแก่ทางวัดท่าขนุนมาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาวิชาการต่าง ๆ สามารถที่จะสอบถามรายละเอียดจากท่านได้

    ในช่วงต้นที่ท่านยังมีความแข็งแรงอยู่นั้น งานประจำปีวัดท่าขนุน ก็คือ งานทำบุญวันครบรอบวันมรณภาพของ "หลวงปู่สาย" (พระครูสุวรรณเสลาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน อดีตเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมินั้น "หลวงพ่ออุตตมะ" ท่านเมตตามาเป็นประธานให้ทุกปี โดยเฉพาะงานใหญ่ก็คือ งานวางศิลาฤกษ์พระเจดีย์ ๘๔ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (พระยศในขณะนั้น) "หลวงพ่ออุตตมะ" ก็เมตตามาเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์ และการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุให้ทั้งสองวาระ

    ในส่วนของ "หลวงพ่ออุตตมะ" นั้น กระผม/อาตมภาพติดใจในประวัติของท่านตรงที่ว่า ตั้งแต่ท่านบวชเป็นสามเณรก็ได้รับหน้าที่ซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากจะรับ ก็คือการนำเอา "ไม้แก้งขี้" ตามภาษาโบราณ หรือว่า "ไม้เช็ดก้น" ไปทำความสะอาด

    เนื่องเพราะว่าพระเณรเป็นร้อย ๆ รูป ถ้าหากว่ามัวแต่มาเหลาไม้เพื่อทำเป็นไม้เช็ดก้นนั้น ก็จะเป็นภาระที่หนักมาก "หลวงพ่ออุตตมะ" ท่านจึงใช้วิธีนำเอาไม้เช็ดก้นนั้น ใส่ลงไปในถังไม้ขนาดใหญ่ ตักน้ำใส่ แล้วก็เหยียบ ๆ ๆ ทำความสะอาดครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งสะอาดดีแล้ว ก็นำไปตากแดดจนแห้ง สามารถที่จะเอากลับมาใช้ใหม่ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเหลาไม้อันใหม่

    การใช้ไม้เช็ดก้นนี้ เด็กสมัยกระผม/อาตมภาพจะรู้จักดี จนกระทั่งมาในระยะหลัง มีพวกกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษถุงใส่ของอื่น ๆ จึงได้รับการเอามาใช้งานแทน กว่าที่จะมีกระดาษชำระอย่างที่พวกท่านทั้งหลายเห็นนั้น ก็จนกระทั่งกระผม/อาตมภาพเป็นวัยรุ่นเข้ามาแล้ว กระดาษชำระในยุคแรก ๆ ก็เป็นกระดาษที่ค่อนข้างจะเหนียวและหนา ค่อนข้างจะหยาบมาก และไม่มีการทำรอยปรุว่าสามารถดึงให้ขาดตรงช่วงไหนอีกด้วย..!

    กว่าที่จะพัฒนามาเป็นกระดาษชำระที่ทั้งเหนียวทั้งนุ่ม ทั้งขาวสะอาดอย่างที่ทุกท่านเห็นและใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น คนรุ่นของกระผม/อาตมภาพ ก็ต้องผ่านสารพัดวัตถุในการทำความสะอาดหลังการถ่ายหนักมาแล้ว
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,315
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,284
    ค่าพลัง:
    +27,031
    "หลวงพ่ออุตตมะ" ท่านบอกว่า "สามารถทำงานที่คนอื่นเขารังเกียจได้ ก็แปลว่างานอื่น ๆ เราสามารถทำได้ทั้งหมด" โดยเฉพาะในเมื่อเป็นการทำเพื่อพระภิกษุสามเณร ถือว่าเป็นการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ท่านจึงไม่มีความรังเกียจเลยที่จะทำเช่นนั้น

    อีกประการหนึ่งก็คือ ท่านจองในการทำความสะอาดกวาดลานเจดีย์ พูดง่าย ๆ ว่าเหมาคนเดียว ไม่ให้คนอื่นมายุ่งเกี่ยวด้วย มีโอกาสเมื่อไร ท่านก็จะรีบไปกวาดทำความสะอาดเสมอ เพราะว่าอ่านธรรมบทแล้วรู้สึกติดใจที่ว่า มีผู้คนขนาดป่วยเป็นโรคเรื้อน แต่ว่าไปกวาดทำความสะอาดลานเจดีย์ ด้วยความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แล้วในที่สุด บุญกุศลก็ส่งเสริม คือ ทำให้หายป่วยจากโรคเรื้อนไปได้ ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ อาจจะถือว่าเป็นเรื่องความบังเอิญก็ได้ แต่ในพระธรรมบทระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นผลจากกรรมดีที่ทำความสะอาดลานเจดีย์นั่นเอง

    กระผม/อาตมภาพไปที่ฝั่งพม่า คนพม่านั้นมีนิสัยว่า ยอดเขายิ่งสูง ยิ่งต้องขึ้นไปสร้างพระเจดีย์เอาไว้ อันดับแรกเลยก็คือเพื่อเป็นพุทธานุสติ ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อันดับที่สอง เชื่อว่าความพากเพียรในความยากลำบาก กว่าที่จะก่อสร้างมาได้นั้น ถือว่าเป็นบุญมหาศาล มากกว่างานที่ทำง่าย ๆ ทำสบาย ๆ แต่ไม่ว่าเจดีย์เล็กเจดีย์ใหญ่ อยู่สูงแค่ไหนก็ตาม ก็มีคนขึ้นไปเก็บกวาดทำความสะอาด ทั้งบันไดทางขึ้นและลานเจดีย์ จนสะอาดเอี่ยมทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ก็จะมีคนนำดอกไม้ธูปเทียนขึ้นไปบูชาองค์พระเจดีย์อยู่ที่นั่นเสมอ

    ทางฝั่งพม่าไม่นิยมการสร้างพระพุทธรูป หากแต่ว่าสร้างเป็นองค์พระเจดีย์เลย เพราะมาจากคำว่า "เจติยะ = เครื่องระลึกถึง" ประกอบไปด้วย อันดับแรก "ธรรมเจดีย์" เป็นเจดีย์ที่บรรจุคัมภีร์พระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,315
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,284
    ค่าพลัง:
    +27,031
    "ปริโภคเจดีย์" เป็นเจดีย์ที่บรรจุเครื่องใช้ไม้สอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเช่นพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่บรรจุบาตร เครื่องกรองน้ำ ตลอดจนกระทั่งไม้เท้า ของพระพุทธเจ้าในอดีตอยู่ภายในนั้น เป็นต้น จัดว่าเป็นบริโภคเจดีย์อย่างหนึ่ง

    แล้วก็ "อุเทสิกเจดีย์" ก็คือ เครื่องยังความระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปก็ดี องค์เจดีย์ก็ตาม ตลอดจนกระทั่งต้นโพธิ์ตรัสรู้ ก็จัดเป็นอุเทสิกเจดีย์ทั้งสิ้น

    ทางด้านฝั่งพม่าจึงนิยมสร้างเป็นรูปพระเจดีย์ เพราะว่าสามารถที่จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ตลอดจนกระทั่งองค์พระพุทธรูป เข้าไปประดิษฐานเอาไว้ เป็นกำไรบุญที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย จึงต่างกับประเทศไทยของเรา ที่นิยมในการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์เล็กมากกว่า

    เมื่อ "หลวงพ่ออุตตมะ" จำเป็นที่จะต้องอพยพข้ามมาประเทศไทยนั้น ท่านข้ามมาแล้วได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ จากพระเถระฝั่งไทยเพิ่มเติม เพียงแต่ไม่มีรายละเอียดว่าท่านไปศึกษาที่ใดบ้าง ในระยะแรกของประวัติท่านก็จะไปตามแหล่งที่มีชุมชนชาวมอญต่าง ๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นแถวพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แถวโพธาราม จังหวัดราชบุรี แถวเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เหล่านี้เป็นต้น

    จนกระทั่งกระผม/อาตมภาพมาทราบจาก "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" วัดท่าซุง ว่า เคยอยู่กับ "หลวงพ่ออุตตมะ" ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าถึง ๒ พรรษา ในเมื่อท่านรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยนั้น แสดงว่า "หลวงพ่ออุตตมะ" ท่านก็เสาะหาครูบาอาจารย์ไปทั่วเหมือนกัน แล้วท้ายที่สุด ท่านก็กลับมาเป็นหลักชัยให้กับพุทธศาสนิกชนทั้งสองฝั่ง โดยได้รับการยอมรับจากทางประเทศไทย ถึงขนาดให้สัญชาติท่านเป็นคนไทยเลยทีเดียว
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,315
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,284
    ค่าพลัง:
    +27,031
    พระเถระระดับนี้นั้นต้องบอกว่า เป็นอมตเถราจารย์ที่ไม่ว่าจะเนิ่นนานแค่ไหน คนก็ยังระลึกถึงและกราบไหว้เคารพบูชาอยู่ พูดง่าย ๆ ว่าจัดเป็นปูชนียบุคคลที่ได้เห็นก็เป็นบุญตา ได้กราบไหว้ก็เป็นบุญตัว ได้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านก็ถือว่าเป็นบุญใจ

    ดังนั้น..ในงานครบรอบวันมรณภาพของท่านก็ดี วันเกิดของท่านก็ตาม บรรดาญาติโยมทั้งฝั่งไทยฝั่งพม่า ก็จะแห่กันมาเต็มวัดไปหมด กระผม/อาตมภาพเองนั้น ได้รับฎีกานิมนต์ผูกขาด ระบุไว้ชัดเจนว่า ต่อให้ไม่ส่งฎีกาก็ต้องไป จึงไปปฏิบัติหน้าที่ของตนทุกปี

    ต้องเจริญพรขอบพระคุณคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี นำโดย "พระเดชพระคุณพระเทพปริยัติโสภณ, ดร." (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ. ๙) เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ที่ท่านถือว่าตัวท่านเป็นลูกศิษย์ที่ "หลวงพ่ออุตตมะ" ให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์มา และ "ท่านอาจารย์พระมหาสุชาติ สิริปญฺโญ ป.ธ. ๙" เจ้าคณะอำเภอสังขละบุรี เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามรูปปัจจุบัน และคณะญาติโยมชาวไทยชาวมอญทั้งหลาย ที่ให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์กระผม/อาตมภาพเป็นที่ดียิ่งมาในทุกปี

    วันนี้เป็นวันครบรอบวันมรณภาพของครูบาอาจารย์ที่รักยิ่งรูปหนึ่ง จึงขอกล่าวสรรเสริญคุณงามความดีของท่านเอาไว้แต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...