ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ล่อกันเองแล้ว !!
    แม่ค้าเขมรขายทุเรียน
    ลักลอบนำเข้าจากไทย
    โดนชี้เป้าให้ตำรวจจับกุม
    สืบไปสืบมาคนแจ้งเบาะแส
    คือลูกหนี้ที่ติดเงินเขาอยู่ 3 หมื่น
    แจ้งจับเพราะอยากล้างหนี้
    ทำทีโทรไปขอรับซื้อทุเรียน
    มาขายต่ออีกทอด
    แล้วแอบอัดคลิปเสียงไว้
    อีกฝั่งพูดชัดนำเข้าจากไทยวันละตัน
    ลอบขนเข้าลำบากมาก
    อ้างของไทยมันอร่อย
    ใครก็อยากกิน
    สุดท้ายมีเรื่องโป๊ะ-พีคซ้ำอีก ??
    (ชมคลิป)

    ชมคลิป



    ชมคลิป https://www.facebook.com/share/v/1XuaZstBeA/
    https://www.facebook.com/share/18LT1QRoaP/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แถลงการณ์ด่วนจากสภา ของกัมพูชาโดย กัมพูชาจะยอมรับในการไกล่เกลี่ยภายใต้อนุสัญญาของ UNCLOS ทางทะเลกับไทย-กัมพูชา
    แต่ !!!! ต้องอยู่ภายใต้ มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า
    .
    " มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บูรณภาพแห่ง ดินแดนของราชอาณาจักรกัมพูชานั้นไม่อาจละเมิดได้ภายในพรมแดนที่กำหนดไว้ในแผนที่ซึ่ง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังนั้น การนำกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้ในการกำหนดเขตแดนจึง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อสันติภาพ การเจรจา หลักนิติธรรม และการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติภายใต้กฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศ
    .
    ภายใต้ข้อกำหนด นี้
    สภาที่ปรึกษาด้านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นอย่าง ยิ่งในรัฐบาลกัมพูชาในการปกป้องรัฐธรรมนูญและเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาพรมแดน ปกป้องบูรณภาพ แห่งดินแดน ปกป้องประเทศชาติและมาตุภูมิ โดยยึดมั่นในหลักการสันติภาพและความปรองดอง ภายใต้กลไกของ กฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับใช้
    มาจักร
    FB_IMG_1778145828466.jpg FB_IMG_1778145909301.jpg
    อ้างอิงจากนักข่าว กัมพูชาและรัฐสภาคำแปล เอกสารในคอมเม้น

    #beemnews

    https://www.facebook.com/share/1GLMneNvaV/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชา ไม่ได้ยอมรับ MOU 44 หรือ UNCLOS หริอกครับ ที่กัมพูชายอมรับ มีแต่แผนที่ แบ่งเขตแดนที่กัมพูชาลากขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งที่กัมพูชายอมรับ MOU 44 กัมพูชา เพราะแผนที่ ที่อยู่ด้านหลัง MOU 44
    FB_IMG_1778145828466.jpg
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทฤษฎีสมคบคิด: เมื่อ UAE อาจเหลือแค่ 2 รัฐ? เจาะรอยร้าว "อาบูดาบี-ดูไบ" กับข่าวลือการแยกตัวของรัฐชาร์จาห์
    FB_IMG_1778146649163.jpg
    ช่วงปลายเมษายน - พฤษภาคม 2569 บนโลก TikTok และ X (Twitter) มีการแชร์แผนที่ใหม่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ตัดรัฐ ชาร์จาห์ (Sharjah) และรัฐทางตอนเหนือออกไป จนเหลือเพียงอาบูดีบีและดูไบ แม้จะยังเป็นเพียง "มีม" หรือข่าวลือ แต่เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังกลับสะท้อนเกมการเมืองที่ดุเดือดกว่าที่คิด

    ทำไมข่าวลือนี้ถึง "ดูน่าเชื่อถือ"? (The Pro-Theory)
    ศึกสายเลือด UAE-Saudi: ความสัมพันธ์ระหว่างอาบูดาบีและริยาดมาถึงจุดต่ำสุด หลัง UAE ประกาศถอนตัวจาก OPEC (มีผล 1 พฤษภาคม 2026) แถมยังมีนโยบายหักลำกันในเยเมนและซูดาน จนมีการลือว่าซาอุฯ อาจใช้กลยุทธ์ "แบ่งแยกและปกครอง" หนุนรัฐเล็กๆ ให้แยกตัว

    ชาร์จาห์: รัฐที่ "ต่าง" อย่างสิ้นเชิง: รัฐชาร์จาห์มีความ Conservative สูง (ห้ามแอลกอฮอล์เด็ดขาด) และมีจุดยืนหนุนปาเลสไตน์เข้มข้น ซึ่งสวนทางกับนโยบายเปิดกว้างและข้อตกลง Abraham Accords (การคืนดีกับอิสราเอล) ของอาบูดาบี

    ประวัติศาสตร์ "สหพันธ์ที่เพิ่งรวม": UAE เพิ่งรวมตัวกันในปี 1971 โดยเดิมทีแต่ละรัฐคือ "รัฐในอารักขา" ที่แยกขาดจากกัน ซาอุฯ เองมีความสัมพันธ์พิเศษกับรัฐเล็กๆ เหล่านี้มาตั้งแต่อดีต และเคยปฏิบัติกับแต่ละรัฐแบบแยกส่วนก่อนจะยอมรับ UAE ในปี 1974

    ความเหลื่อมล้ำของตัวเลข :

    พื้นที่: อาบูดีบีคุมพื้นที่ 87% ของประเทศ
    เศรษฐกิจ : ชาร์จาห์มี GDP เพียง 56 พันล้าน USD (เน้นวัฒนธรรม/การศึกษา) ขณะที่อาบูดีบีมีสูงถึง 219 พันล้าน USD

    จุดตายทางภูมิศาสตร์ : หากชาร์จาห์และรัฐตอนเหนือแยกตัว UAE จะเสียทางออกฝั่ง "อ่าวโอมาน" ทันที และจะถูกล็อกให้ออกสู่ทะเลได้ทางเดียวคือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเสี่ยงต่อความมั่นคงอย่างมหาศาล

    ️ ทำไมเรื่องนี้ยังเป็นแค่ "มีม"? (The Anti-Theory)

    รัฐธรรมนูญสั่งห้าม: มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ UAE ระบุชัดเจนว่าห้ามการแยกตัวหรือโอนดินแดนเด็ดขาด กองทัพทั้งหมดขึ้นตรงต่อส่วนกลาง การแยกตัวในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก

    ตัดกันไม่ขาด: ระบบสาธารณูปโภค โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจของชาร์จาห์ผูกติดกับดูไบและอาบูดาบีจนเป็นเนื้อเดียวกัน หากแยกตัวออกไป เศรษฐกิจของรัฐเล็กๆ จะพังทลายทันที

    คำยืนยันจากผู้นำ: Sheikh Sultan เจ้าผู้ครองรัฐชาร์จาห์ ยืนยันความมุ่งมั่นต่อความเป็นปึกแผ่นของสหพันธ์มาโดยตลอด และไม่มีสื่อหลักอย่าง Reuters หรือ Al Jazeera รายงานความเคลื่อนไหวนี้เลย

    ข่าวลือที่ถูกสร้างขึ้น (Engineered Rumors): นักวิเคราะห์มองว่าเป็น IO หรือสงครามข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ UAE กับซาอุฯ มีปัญหากัน เพื่อสร้างความปั่นป่วนภายใน

    บทสรุปและมุมมองภูมิรัฐศาสตร์

    ทฤษฎี "UAE เหลือ 2 รัฐ" คือกระจกสะท้อน "ความร้าวรานจริง" ในตะวันออกกลาง ระหว่าง วิสัยทัศน์ของซาอุฯ (ที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกอาหรับ) กับ วิสัยทัศน์ของอาบูดาบี (ที่เน้นการเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจใหม่อย่างอิสราเอลและอินเดีย)
    แม้การแยกตัวจะยังไม่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ แต่แรงกดดันจากคนในพื้นที่ที่มีความเชื่อต่างกัน (Conservative vs Pragmatic) คือสิ่งที่รัฐบาลกลาง UAE มองข้ามไม่ได้ เพราะหากความขัดแย้งกับซาอุฯ ลุกลาม มันอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่จุดให้ทฤษฎีสมคบคิดนี้มีน้ำหนักขึ้นมาในอนาคต

    ชวนคุยกันต่อครับ:

    คุณคิดว่าความต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาของ "ชาร์จาห์" จะกลายเป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งใช้โจมตีความเป็นปึกแผ่นของ UAE ได้จริงไหม?
    หาก UAE เสียทางออกทะเลฝั่งตะวันออก (อ่าวโอมาน) คุณมองว่าใครจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้?

    7 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

    #ภูมิรัฐศาสตร์ #ตะวันออกกลาง #UAE #SaudiArabia #Sharjah #ความมั่นคงโลก

    https://www.facebook.com/share/p/16meefLKnr/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ความขัดแย้งกับซาอุดิอราเบีย อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้องระงับแผนปฏิบัติการ Project Freedom

    NBC News รายงานเบื้องลึกอีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้องตัดสินใจยุติปฏิบัติการ Project Freedom นั่นคือการคัดค้านจากซาอุดิอราเบีย

    การที่ทรัมป์ประกาศเปิดตัวปฏิบัติการ Project Freedom เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ปรึกษาพันธมิตรชาติอ่าวอาหรับใดๆ สร้างความไม่พอใจให้กับ MBS อย่างมาก จนซาอุฯ สั่งห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน (Prince Sultan Airbase) และไม่อนุญาตให้ใช้พื้นทีน่านฟ้าเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการนี้ มีการต่อสายตรงระหว่างทรัมป์กับ MBS แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ทรัมป์ต้องสั่งหยุดปฏิบัติการชั่วคราวเพื่อรักษาความสัมพันธ์และการเข้าถึงฐานทัพที่จำเป็น มีรายงานด้วยว่ากาตาร์และโอมานต่างยอมรับว่าได้รับการแจ้งล่วงหน้าเพียงเล็กน้อย หรือได้รับแจ้งหลังจากที่ปฏิบัติการเริ่มไปแล้ว

    ท่าทีของซาอุฯนั้นชัดเจนที่มีการรวมกลุ่มกับตุรกี ปากีสถานและอียิปต์ ที่จะให้ความสำคัญกับความพยายามทางการทูตมากกว่า โดยขณะนี้ปากีสถานกำลังเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม การกระทำที่บุ่มบ่ามทางทหารอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ

    "ปัญหาคือทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในสถานการณ์จริง" แหล่งข่าวชาวซาอุฯ กล่าวถึงการประกาศที่กะทันหันของทรัมป์

    ปล. ท่าทีของซาอุฯ ตรงกันข้ามกับ UAE และอิสราเอลที่สนับสนุนให้สหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกรอบ

    https://www.facebook.com/share/p/1BevZeRoRe/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ค่าครองชีพสูง! เงินเฟ้อทั่วไป เดือน เม.ย. 2.89% สูงสุดในรอบ 38 เดือน เหตุน้ำมัน-ค่าเดินทางพุ่ง อาหารจานด่วนแห่ขึ้นราคา
    FB_IMG_1778147075566.jpg FB_IMG_1778147078902.jpg
    ที่มา : นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    https://www.facebook.com/share/1EexJQ11Ry/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของจีนสั่งให้ธนาคารรายใหญ่ระงับการปล่อยกู้ใหม่แก่โรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่งที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำจากการซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลปักกิ่งเพิ่งประกาศให้บริษัทจีน “ไม่ต้องปฏิบัติตาม” มาตรการคว่ำบาตรของวอชิงตันก็ตาม
    FB_IMG_1778147200153.jpg
    รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า สำนักงานบริหารกำกับดูแลการเงินแห่งชาติของจีน (NFRA) ได้แจ้งธนาคารขนาดใหญ่ของประเทศ ก่อนวันหยุดยาวต้นเดือนพฤษภาคม ให้ ระงับการปล่อยสินเชื่อสกุลเงินหยวนใหม่แก่โรงกลั่นที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตร พร้อมทั้งให้ตรวจสอบความเสี่ยงและความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับบริษัทเหล่านี้เพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นให้ธนาคารเรียกคืนหนี้เดิมหรือยกเลิกวงเงินเครดิตที่มีอยู่ ทำให้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการลดแรงกระแทกจาก “มาตรการคว่ำบาตรรอง” ของสหรัฐ มากกว่าจะตัดสัมพันธ์กับธุรกิจน้ำมันอิหร่านโดยตรง

    หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบคือ Hengli Petrochemical โรงกลั่นเอกชนรายใหญ่ของจีน ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาว่าซื้อน้ำมันอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยวอชิงตันมองว่ารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นเส้นเลือดสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจและกิจกรรมทางทหารของอิหร่าน

    ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน รัฐบาลสหรัฐเพิ่มแรงกดดันต่อจีนด้วยการเตือนธนาคารจีน 2 แห่งว่า หากพบว่ามีส่วนช่วยประมวลผลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน อาจถูกลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตรรอง แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะไม่ได้เปิดเผยชื่อธนาคารเหล่านั้นก็ตาม

    คือเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่งประกาศใช้ “กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรต่างชาติ” เพื่อสั่งให้บริษัทจีนเพิกเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อโรงกลั่นเหล่านี้ โดยถือเป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งนำมาตรการปิดกั้นดังกล่าวมาใช้จริงนับตั้งแต่กฎหมายนี้ถูกออกในปี 2021

    นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีที่ดูขัดแย้งกันสะท้อน “เกมสมดุล” ของจีน ระหว่างการแสดงจุดยืนต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐ กับการปกป้องธนาคารรัฐขนาดใหญ่ของตนไม่ให้ถูกตัดออกจากระบบการเงินดอลลาร์โลก ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีนเองด้วย

    ในอดีต จีนเคยใช้แนวทางลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยแม้รัฐบาลจะวิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐอย่างเปิดเผย แต่บริษัทและธนาคารขนาดใหญ่ของจีนมักปฏิบัติอย่างเงียบๆหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากระบบการเงินสหรัฐและการใช้เงินดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ

    รายงานยังระบุว่า โรงกลั่นจีนที่ถูกคว่ำบาตรเริ่มเผชิญอุปสรรคในการรับมอบน้ำมันดิบจากต่างประเทศ รวมถึงต้องเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องทางอื่นในการขายผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐ

    https://www.facebook.com/share/p/18fNE7y1J9/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮอร์มุซกำลังกลายเป็น “ปุ่มรีเซ็ต” ระบบตลาดน้ำมันโลก ฮอร์มุซกับจุดจบของระเบียบตลาดน้ำมันแบบเดิม จากเดิมที่ทุกอย่างหมุนรอบโควตา OPEC และกำลังการผลิตสำรองของไม่กี่ประเทศ มาสู่ยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางเดินเรือ ระบบประกันภัย และดีลทวิภาคีในเอเชียกำหนดราคาน้ำมันไม่แพ้อุปสงค์–อุปทาน
    บทวิเคราะห์ของมานิช ไวด จากสถาบัน Observer Research Foundation ที่เผยแพร่ผ่าน RT ชี้ว่าความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC กำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระเบียบตลาดน้ำมันโลก สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเหนือระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลชั่วคราว ท่ามกลางความตึงเครียดในฮอร์มุซและข่าวอาบูดาบีออกจาก OPEC ปฏิกิริยาของตลาดบ่งชี้ว่าปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้มีเพียงวัฏจักรราคาน้ำมันตามปกติ แต่สะท้อนการรับรู้ว่า “กฎเก่า” ที่เคยกำกับการไหลเวียนของน้ำมันโลกกำลังเสื่อมอิทธิพลลงอย่างรวดเร็ว

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันดำเนินการภายใต้กรอบสมมติฐานว่า ผู้ผลิตใหญ่ใน OPEC สามารถควบคุมอุปทานผ่านระบบโควตาและกำลังการผลิตสำรอง ขณะที่โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ รับบท “ผู้ค้ำประกันความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ” ทำให้การส่งผ่านน้ำมันผ่านจุดคอขวดสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซเป็นสิ่งที่ตลาดมองว่าคาดการณ์ได้ แต่วันนี้สมมติฐานดังกล่าวกำลังแตกสลาย การปิดกั้นฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่เดือนมีนาคม ทำให้การไหลเวียนน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านจุดนี้หยุดชะงัก องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ถึงขั้นระบุว่านี่คือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    ในบริบทใหม่ ตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลขอุปสงค์–อุปทาน แต่รวม “พร็อพไฟล์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” เข้าไปในการกำหนดราคา ตั้งแต่ต้นทุนประกันภัยที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงสงคราม การเปลี่ยนเส้นทางเรือไปผ่านทะเลแดงและเส้นทางอื่นที่ยาวขึ้น ไปจนถึงโอกาสที่เส้นทางขนส่งหลักอาจหยุดชะงักเป็นเวลานาน โรงกลั่นในเอเชียเริ่มคำนวณต้นทุนใหม่จากการอ้อมเส้นทางผ่านทะเลแดงที่ใช้เวลาเดินเรือยาวนานขึ้นและค่าประกันสูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตเองต้องยอมรับความจริงใหม่ว่า “ต่อให้มีโควตา แต่ถ้าทางเรือไม่ปลอดภัย โควตาก็ไร้ความหมาย”

    การถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จาก OPEC ถูกวางอยู่ในบริบทนี้ อาบูดาบีลงทุนมหาศาลเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไปสู่ระดับ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027 จากประมาณ 4.85 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน แต่ข้อตกลง OPEC+ ทำให้ต้องกดการผลิตจริงให้ต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด ทำให้เกิดทั้งความตึงเครียดเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ การก้าวออกจากกรอบ OPEC จึงสะท้อนการเลือกให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการผลิต–การเข้าถึงตลาดเอเชียโดยตรง” มากกว่าการรักษาระเบียบโควตาร่วมเดิมที่ไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ระยะยาวของตน

    ในฝั่งอุปสงค์ อินเดียและผู้นำเข้าในเอเชียกำลังมองหาความสัมพันธ์กับผู้จัดหาที่มีความยืดหยุ่นสูงและอยู่นอกกรอบคาร์เทลแบบเดิม เจ้าหน้าที่อินเดียส่งสัญญาณชัดว่าต้องการทำข้อตกลงน้ำมันระยะยาวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังอาบูดาบีหลุดพ้นจากข้อจำกัดโควตา OPEC ข้อดีชัดเจนคือระยะทางขนส่งใกล้ลงช่วยลดต้นทุน ดีลทวิภาคีเปิดช่องให้กำหนดราคาได้ยืดหยุ่นขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากระบบคาร์เทลส่วนกลางได้ สำหรับอาบูดาบีเอง นี่ไม่ใช่การหันหลังให้ตลาดโลก แต่เป็นการปรับตำแหน่งตัวเองในภูมิทัศน์พลังงานชุดใหม่ ที่การรักษาความต้องการจากเอเชียระยะยาวผ่านการส่งออกแบบยืดหยุ่น อาจสำคัญกว่าการรักษาภาพลักษณ์ของโครงสร้าง OPEC เดิม #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/1D2mxQ2eRi/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเปิดตัว YJ-20 ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกฐานยิงจากเรือ “นักล่าเรือบรรทุกเครื่องบิน” ที่ออกแบบมาเจาะจงบีบพื้นที่ปฏิบัติการของกองเรือผิวน้ำสหรัฐฯ–พันธมิตร ด้วยจุดเด่นคือระยะยิงไกล ความเร็วไฮเปอร์โซนิก วิถียากต่อการสกัด และแพลตฟอร์มเรือ Type 055 ที่แบก VLS จำนวนมากในคราวเดียว
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า จีนได้เริ่มผลิตขีปนาวุธ YJ-20 หรือ “Eagle Strike-20” ในระดับจำนวนมากอย่างเป็นทางการแล้ว โดยอาวุธชิ้นนี้ถูกออกแบบเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำความเร็วเหนือเสียงขั้นสูง (Hypersonic) ฐานยิงจากเรือ เป็นหมากสำคัญที่ทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งในการโจมตีเรือรบ และโดยเฉพาะกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่เป็นแกนกลางของอำนาจทางทะเลสหรัฐฯ YJ-20 ถูกพัฒนาให้ยิงจากระบบท่อปล่อยอาวุธแนวตั้ง (Vertical Launch System – VLS) จำนวน 112 ท่อของเรือพิฆาต Type 055 และจากเรือ Type 052D รุ่นปรับปรุง ชูจุดขายคือระยะยิงไกล ความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก และความสามารถหลบการสกัดกั้นได้เกือบสมบูรณ์

    ในเชิงเทคนิค YJ-20 ใช้รูปแบบการบินแบบ “Boost-Glide” คือถูกขับดันขึ้นไปที่ระดับชั้นบรรยากาศตอนบนก่อนจะร่อนด้วยความเร็วสูง โดยใช้โครงสร้างแบบ Biconic body (ทรงกรวยคู่) ความยาวเกือบ 9 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 850 มิลลิเมตร เพื่อให้พอดีกับระบบ HT-1 VLS บนเรือรบจีน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีระยะยิงราว 1,000–1,500 กิโลเมตร และสามารถจมเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว จากการผสานพลังงานจลน์มหาศาลขณะกระทบเป้าหมายเข้ากับการระเบิดของหัวรบ ความเร็วในช่วงกลางวิถีที่สูงกว่า Mach 6 ทำให้กระสุนสามารถทำระยะ 1,500 กิโลเมตรได้ภายในเวลาราว 10 นาที บีบให้ “หน้าต่างการตอบโต้” ของฝ่ายตรงข้ามแคบลงอย่างรุนแรง

    จุดสำคัญอีกประการคือวิถีการร่อนของ YJ-20 ที่ระดับความสูง 40–60 กิโลเมตร ซึ่งกลายเป็น “ช่องว่าง” ของระบบเตือนภัยล่วงหน้าและระบบป้องกันของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ระดับความสูงดังกล่าวอยู่เหนือช่วงที่ Patriot PAC-3 และ SM-6 สามารถสร้างแรงยกควบคุมทิศทางได้เต็มที่ แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับที่ SM-3 ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดเป้าหมายในนอกชั้นบรรยากาศ ทำให้การวางชั้นป้องกันแบบเดิมของระบบ Aegis สหรัฐฯ ถูกท้าทายอย่างหนัก แม้แต่ระบบ THAAD ซึ่งพัฒนามาเพื่อรับมือเป้าหมายความสูงปลายชั้นบรรยากาศ ก็ยังต้องเจอกับโจทย์ยากจากการร่อนด้วยความเร็วสูงกว่า Mach 6 ก่อนจะดิ่งเข้าสู่เป้าหมายด้วยความเร็วเกิน Mach 10 พร้อมการเคลื่อนที่แบบซิกแซกยากคาดเดา ในมุมของนักวิเคราะห์ตะวันตก YJ-20 จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาวุธที่ “เกือบต้านทานไม่ได้” สำหรับกองเรือผิวน้ำที่อาศัยระบบป้องกันชั้นเดียวเป็นหลัก

    ด้านโครงสร้างระบบอาวุธ YJ-20 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในพิธีสวนสนามวันชัยชนะที่กรุงปักกิ่งเมื่อกันยายนที่ผ่านมา ในฐานะหนึ่งในสมาชิกหลักของตระกูล “Eagle Strike” ร่วมกับรุ่นอื่นอย่าง YJ-15 (ความเร็วเหนือเสียง), YJ-17 (หัวรบ HGV) และ YJ-19 (ขีปนาวุธร่อนไฮเปอร์โซนิก) ทำให้ชุดอาวุธต่อต้านเรือของจีนกลายเป็นคลังแสงที่ถูกประเมินว่า “น่าเกรงขามที่สุดชุดหนึ่งของโลก” ก่อนหน้านี้ นักสังเกตการณ์จำนวนมากเคยเรียกขีปนาวุธรุ่นเรือยิงนี้ผิดว่า YJ-21 กระทั่งพิธีสวนสนามยืนยันชัดเจนว่า YJ-20 คือรุ่นฐานยิงจากเรือ ขณะที่ YJ-21 เป็นรุ่นยิงจากอากาศ (Air-launched) นอกจากนี้ สื่อในเครือ PLA ยังเผยแพร่ภาพการทดสอบยิงจริงจากเรือ Type 055 ลำ “อู๋ซี” เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นหลักไมล์สำคัญที่เปิดทางสู่การผลิตจำนวนมากในปีนี้

    เมื่อมองในภาพใหญ่ การผลัก YJ-20 เข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก ทำให้กองทัพเรือ PLA มีขีดความสามารถในการสร้าง “เขตสังหาร” ต่อกองเรือผิวน้ำของคู่แข่งในระยะไกลอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออก และแนว First–Second Island Chain รายงานของ SCMP สรุปว่า การพัฒนา YJ-20 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธปลายแถว แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกต่อต้านเรือ ซึ่งมีศักยภาพจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเลในภูมิภาคอย่างลึกซึ้งในทศวรรษหน้า #imctnews รายงาน

    https://m.facebook.com/story.php?st...r92vn9MKdjl&id=61557037466190&mibextid=ZbWKwL
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดีลที่จีนต้องจับตา อินเดีย–รัสเซียให้สัตยาบัน RELOS อินเดีย–รัสเซียกำลัง “ล็อกอินฟุตพรินต์ทางทหาร” ของกันและกันในสองสมรภูมิใหญ่: รัสเซียได้ช่องลงมหาสมุทรอินเดีย ส่วนอินเดียได้บันไดขึ้นอาร์กติก–แปซิฟิกเหนือ ผ่านข้อตกลงโลจิสติกส์ RELOS ที่ลึกกว่าดีลอินเดีย–สหรัฐฯ เดิมอย่างชัดเจน
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า การให้สัตยาบันข้อตกลงแลกเปลี่ยนด้านโลจิสติกส์ร่วมกัน (Reciprocal Exchange of Logistics Agreement – RELOS) ระหว่างอินเดียและรัสเซีย กำลังถูกจับตาในฐานะดีลความมั่นคงที่มีนัยทางยุทธศาสตร์ลึกกว่าข้อตกลงลักษณะเดียวกันที่อินเดียเคยทำกับสหรัฐฯ หรือฝรั่งเศส เพราะไม่ใช่แค่การแวะเติมเชื้อเพลิงหรือซ่อมบำรุงเท่านั้น แต่เปิดทางให้ทั้งสองประเทศสามารถวางกำลังจริงในดินแดนของกันและกันได้ ข้อมูลจากพอร์ทัลกฎหมายทางการของรัสเซียระบุว่า ภายใต้ RELOS อินเดียและรัสเซียสามารถส่งเรือรบได้สูงสุด 5 ลำ เครื่องบิน 10 ลำ และกำลังพลรวม 3,000 นาย เข้าประจำการในอาณาเขตของอีกฝ่ายพร้อมกันได้เป็นเวลา 5 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 5 ปี ครอบคลุมการซ้อมรบ การฝึกอบรม และภารกิจด้านมนุษยธรรม ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

    แนนดาน อุนนิกฤษนัน นักวิชาการอาวุโสจาก Observer Research Foundation ชี้ว่า จุดต่างสำคัญระหว่าง RELOS กับข้อตกลงโลจิสติกส์ที่อินเดียทำกับชาติตะวันตก คือ “ระดับความลึกของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง” อินเดียและรัสเซียมีประวัติการพึ่งพาอาวุธรัสเซียมายาวนาน ตั้งแต่เครื่องบินขับไล่ ซู-30 เอ็มเคไอ ไปจนถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 และขีปนาวุธร่วมพัฒนาอย่างบรามอส การที่อินเดียเข้าถึงท่าเรือและฐานทัพอากาศของรัสเซียได้โดยตรง จึงช่วยให้การดูแลรักษายุทโธปกรณ์รัสเซียที่ใช้อยู่เป็นจำนวนมากมีประสิทธิภาพขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้อินเดียวางกำลังระยะไกล (overseas deployment) ได้ง่ายขึ้น ทั้งในอาร์กติก แปซิฟิกเหนือ และตลอดแนวเส้นทาง Northern Sea Route ที่รัสเซียควบคุม

    สำหรับอินเดียซึ่งเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ของสภาอาร์กติก การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซียในแถบขั้วโลกเหนือถูกมองเป็นกุญแจเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ การละลายของน้ำแข็งกำลังเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่และเพิ่มโอกาสเข้าถึงทรัพยากรพลังงานในอาร์กติก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรูปแบบลมมรสุมและความมั่นคงทางพลังงานของอินเดียในระยะยาว ฝั่งรัสเซียเองก็มีเดิมพันสูงในมหาสมุทรอินเดีย เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลก การมีดีลที่เปิดทางเข้าถึงท่าเรือและฐานทัพของอินเดียใน IOR จึงช่วยให้มอสโกเพิ่ม “รอยเท้า” ทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ที่จีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    แม้รายละเอียดส่วนใหญ่ของข้อตกลงจะถูกเปิดเผยจากฝั่งรัสเซียมากกว่าฝั่งอินเดีย นักวิเคราะห์มองว่านิวเดลีอาจตั้งใจ “ไม่โหมประชาสัมพันธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณผิดให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก เพราะอินเดียยังยึดนโยบายต่างประเทศแบบหลากหลาย (diversification) แต่การที่ RELOS ถูกผลักให้มีผลบังคับใช้ท่ามกลางสงครามยูเครน สะท้อนระดับความไว้เนื้อเชื่อใจในฐานะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ได้รับสิทธิพิเศษ” (Privileged Strategic Partners) ที่ไม่สั่นคลอน แม้อินเดียจะเริ่มเพิ่มสัดส่วนอาวุธตะวันตก แต่ก็ยังเดินหน้าโครงการวิจัยและผลิตร่วมกับรัสเซียอย่างจริงจัง และใช้ดีลนี้เป็นตัวคูณขยายบทบาทของตัวเองจากมหาสมุทรอินเดียขึ้นสู่ภูมิภาคอาร์กติกและเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก #imctnews รายงาน
    https://www.facebook.com/share/p/1DV9EGU4ig/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดีลป้องกันร่วมซาอุฯ–ปากีสถาน เปิดทาง “อาวุธจีน” ลงสนามฮอร์มุซผ่านปากีสถาน แบบจีนไม่ต้องลั่นไกเอง ทดสอบ JF-17 / J-10C ในวิกฤตอิหร่าน พร้อมสั่นคลอนตลาดเครื่องบินรบตะวันตกในอ่าว
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า การยกระดับบทบาทของปากีสถานในฐานะผู้เล่นหลักด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง ผ่านกรอบความตกลงการป้องกันประเทศร่วมกัน (SMDA) กับซาอุดีอาระเบีย กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดให้ยุทโธปกรณ์จากจีนมีโอกาส “ลงสนามจริง” ในหนึ่งในพื้นที่ขัดแย้งที่ถูกจับตามองมากที่สุดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องให้ปักกิ่งเข้าไปเป็นคู่สงครามโดยตรง เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมซาอุฯ ได้ประกาศการมาถึงของกองกำลังทางอากาศปากีสถาน ณ ฐานทัพอากาศ King Abdulaziz พร้อมเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินสนับสนุน เพื่อยกระดับความพร้อมรบและรักษาเสถียรภาพในช่วงสงครามอิหร่าน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ “การเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพ” ที่ทำให้ปากีสถานไม่ใช่แค่ผู้รับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศอ่าวอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ให้บริการความมั่นคงที่ตอบสนองได้ฉับไว

    ประเด็นที่น่าจับตาคือ โครงสร้างยุทโธปกรณ์ของปากีสถานระหว่างปี 2021–2025 กว่า 80% มีต้นกำเนิดจากจีน โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่ JF-17 Block III ซึ่งเป็นรุ่นทันสมัยที่สุดที่ปากีสถานพัฒนาร่วมกับจีน ตลอดจนเครื่องบิน J-10C ที่ติดตั้งเรดาร์ AESA และขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล PL-15 การที่แพลตฟอร์มเหล่านี้เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและน่านฟ้าเหนือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของราชอาณาจักรซาอุฯ ถือเป็น “การตลาดเชิงรุก” ชั้นดีให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจีน เพราะทำให้กลุ่มประเทศอ่าวได้เห็นศักยภาพของอาวุธจีนในบริบทวิกฤตจริง โดยตัวจีนเองไม่ต้องส่งทหารหรือเครื่องบินเข้าไปประจำการโดยตรง

    ลิเซล็อตต์ ออดการ์ด จาก Hudson Institute ชี้ว่า ปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็น “หน้าด่านปฏิบัติการ” ให้กับระบบป้องกันประเทศของจีน ซึ่งมีผลสำคัญต่อการทลายภาพจำเดิมของประเทศอ่าวที่มองว่าอาวุธจีนยัง “ไม่ผ่านสนามรบจริง” รายงานยังระบุว่าซาอุดีอาระเบียกำลังเจรจากับปากีสถานเพื่อแปลงหนี้เงินกู้มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้กลายเป็นดีลจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ JF-17 หากข้อตกลงนี้บรรลุ จะเป็นการบุกตลาดที่เคยถูกผูกขาดมายาวนานโดย F-16, F-15, F-35 หรือ Rafale จากสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้จีนมี “ทางอ้อม” ในการเจาะเข้าสู่ตลาดยุทธปัจจัยระดับสูงของอ่าวเปอร์เซีย โดยใช้ปากีสถานเป็นผู้เล่นหลักในแนวหน้า

    แม้ในระยะสั้นยุทโธปกรณ์จากจีนที่ปากีสถานนำไปใช้ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่บทบาทหลักของเครื่องบินรบตะวันตกอย่าง F-15 หรือ F-35 ในกองทัพอากาศประเทศอ่าวทันที แต่ศักยภาพของปากีสถานในการบูรณาการฝูงบินผสม ทั้ง F-16, Mirage และ JF-17 ทำให้อาวุธจีนสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวทวีคูณกำลัง” (Force Multiplier) ที่ช่วยเสริมการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลาดตระเวน และการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงสูง ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยให้จีนได้รับข้อมูลการปฏิบัติงานจริงสำหรับการพัฒนาและปรับแต่งระบบยุทโธปกรณ์ในอนาคต แต่ยังช่วยขยายอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ของปักกิ่งไปทางตะวันตกของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกอย่างเงียบเชียบ ผ่าน “แขนขา” อย่างปากีสถานที่กำลังถูกผลักขึ้นมาเป็นผู้เล่นความมั่นคงแนวหน้าของโลกอาหรับ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1BerjpZ3ri/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปานามาระอุ สหรัฐฯกำลังใช้ปานามาเป็น “ฐานฝึกทหาร–เสริมกำลังในลาตินอเมริกา” ภายใต้นโยบายความเป็นใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก กองทัพสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูโรงเรียนฝึกรบในป่าดิบชื้นในปานามาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระงับไปนานถึง 25 ปี –ขยายการปฏิบัติการทั่วลาตินอเมริกา ท่ามกลางคำขู่ “ทวงคืนคลองปานามา” ที่ทำให้ทั้งภูมิภาคหวั่นถูกลากเป็นสมรภูมิรอบใหม่
    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหรัฐอเมริกากำลังแสดงแสนยานุภาพทางทหารในปานามาอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นทั่วลาตินอเมริกา ภายใต้นโยบาย “ความเป็นใหญ่ของอเมริกา” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินหน้าเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิภาค กองทัพสหรัฐฯ ใช้ภูมิประเทศป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยงูพิษ งูเหลือม และแมลงกัดต่อยของปานามาเป็นสนามฝึกหลัก ฟื้นโรงเรียนฝึกรบในป่าที่ถูกระงับไปนาน 25 ปี กลับมาเป็นหลักสูตรเอาตัวรอด การอพยพทางการแพทย์ และการลาดตระเวนสำหรับทหารบก ทหารเรือ และนาวิกโยธิน ยิ่งมีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณพร้อมโจมตีหัวหน้ากลุ่มค้ายาเม็กซิโก และพิจารณาทลายระบบป้องกันของคิวบา หลังประสบความสำเร็จในการนำตัวนีกโกลัส มาดูโร ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ภารกิจในปานามาเป็นการฝึกร่วมกับกองกำลังท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรบในป่าดิบชื้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ทรัมป์ประกาศปลายปีก่อนระบุชัดว่าเป้าหมายคือการสร้าง “ความเป็นใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก” เขาเสนอทั้งแนวคิดโจมตีห้องแล็บผลิตยาเสพติด ผลักดันการเปลี่ยนระบอบการปกครองในคิวบา และ “พิจารณาการใช้กำลัง” เพื่อยึดคืนคลองปานามา อลัน แมคเฟอร์สัน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิลมองว่าการฟื้นโรงเรียนฝึกในป่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ลัทธิมอนโรฉบับทรัมป์” ที่ใช้การขู่ทางทหาร การบีบทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการทูต เพื่อให้รัฐบาลในลาตินอเมริกายอมสยบต่อวาระของวอชิงตัน

    ในระดับโครงสร้าง ทรัมป์ได้สั่งให้เสริมกำลังทางทหารในลาตินอเมริกาอย่างกว้างขวาง เป้าหมายคือการประกันการเข้าถึงทรัพยากรยุทธศาสตร์อย่างน้ำมัน ลิเธียม และแร่ธาตุหายาก ปกป้องเส้นทางเดินเรือ ต่อสู้กับแก๊งค้ายา ยับยั้งการย้ายถิ่นผิดกฎหมาย และตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา นอกเหนือจากปานามา รัฐบาลทรัมป์ยังลงนามข้อตกลงเนรเทศกับเอลซัลวาดอร์ และขยายปฏิบัติการทางทหารในปารากวัย นับตั้งแต่เดือนกันยายน โดรนและเครื่องบินรบสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือขนาดเล็กหลายสิบลำในทะเลแคริบเบียนโดยอ้างว่าขนส่งยาเสพติด ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 200 คน

    แนวรุกของวอชิงตันขยายไปถึงเอกวาดอร์และเม็กซิโก ในเดือนมีนาคม กองกำลังสหรัฐฯ สนับสนุนเอกวาดอร์ทิ้งระเบิดค่ายค้ายาใกล้ชายแดนโคลอมเบีย และเดือนต่อมาประธานาธิบดีดาเนียล โนโบอา ระบุว่าเขาพร้อมต้อนรับทหารสหรัฐฯ เพื่อช่วยสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อผู้ว่าการรัฐซินาลัวของเม็กซิโกในข้อหาสมคบคิดกับกลุ่มค้ายา กดดันให้ประธานาธิบดีเคลาเดีย เชนบอม ต้องเลือกระหว่างยอมทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ หรือยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของเม็กซิโก แม้ความสนใจด้านการทหารของทรัมป์จะหันไปยังอิหร่านนับตั้งแต่สั่งโจมตีปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่แนวรุกในลาตินอเมริกายังคงเดินหน้า ทั้งการเปิดการสอบสวนผู้นำคอมมิวนิสต์คิวบาในคดีอาชญากรรมยาเสพติด และการตรวจสอบผู้นำฝ่ายซ้ายอย่างกุสตาโว เปโตร ในโคลอมเบีย

    พันเอกคีธ เบเนดิกต์ หัวหน้าการฝึกของกองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักของการฝึกในปานามาคือการป้องกันมาตุภูมิและซีกโลกตะวันตก เขาเผยว่าในการฝึกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทหารสหรัฐฯ และปานามาร่วมฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการใช้อาวุธในป่าด้วยกัน แต่สำหรับชาวปานามาและประเทศเพื่อนบ้าน ความทรงจำจากการรุกรานเมื่อ 37 ปีก่อนยังไม่เลือน เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ใช้ปฏิบัติการทางทหารจับมานูเอล โนรีเอกา และทำให้พลเรือนปานามาเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้คำขู่ของทรัมป์ที่จะ “ยึดคลองปานามาคืน” โดยอ้างว่าจีนควบคุมเส้นทางน้ำนี้ กลายเป็นระเบิดเวลาในทางการเมือง

    เควิน มารีโน คาเบรรา เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำปานามา ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่างานของเขาคือการทำให้วาระของทรัมป์กลายเป็นผลปฏิบัติจริง ฟรัง อาเบรโก รัฐมนตรีความมั่นคงของปานามายืนยันว่าประเทศจะไม่ยอมเสียอธิปไตยเหนือคลอง แต่ก็ยอมรับว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เนื่องจากกว่า 75% ของสินค้าที่ผ่านคลองโยงกับการนำเข้า–ส่งออกของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี นักกิจกรรมอย่างโฮเซ กอนซาเลซ และผู้นำฝ่ายค้านริการ์โด ลอมบานา เตือนว่าการยอมให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพในประเทศและเดินตามข้อเรียกร้องของทรัมป์มากเกินไปกำลังทำให้ปานามาเสี่ยงเสียอธิปไตย และอาจถูกดึงเข้าสู่ความไม่แน่นอนจากนโยบายที่เปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา ผลสำรวจชี้ว่าชาวปานามากว่า 70% เชื่อว่าคำขู่ยึดคลองของทรัมป์ “อาจเกิดขึ้นจริง” และ 83% ยืนยันว่าคลองปานามาควรอยู่ในมือของปานามาต่อไป ไม่ใช่ของวอชิงตันหรือมหาอำนาจใด #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1LZfktGwzU/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกฯ ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ แล้ว
    ยันทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้
    เงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท
    ให้คำมั่นสัญญาใช้งบให้เกิดประโยชน์กับประชาชน BTimes


    May 7, 2026 กู้แล้วจ้า! นายกฯ อนุทิน ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ แล้ว ยันทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ยันกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ให้คำมั่นสัญญาเฝ้าระวังใช้งบช่วยเหลือประชาชน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการออกร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่า ได้ลงนามร่าง พ.ร.ก.กู้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยเรื่องที่เข้ามาต้องผ่านการกลั่นกรองจากปลัดกระทรวงการคลังและต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน และถือว่าเงินกู้จำนวนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี

    "ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใดๆเลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดี มีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่าน จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียว ที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะและเพื่อประชาชนเท่านั้น"นายอนุทิน กล่าว

    สิ่งที่เป็นภาระจริงๆของรัฐบาลคือดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเราได้ดอกเบี้ยต่ำมาก เนื่องจากการกู้เงินครั้งนี้ เรากู้เงินในสกุลเงินบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเลย เพดานเงินกู้ก็ไม่ต้องขยาย และเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง ทั้งของสถาบันการเงินที่สามารถปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้ โดยเงินที่รัฐบาลกู้ไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) แน่นอน และไม่ต้องไปสำรองความเสี่ยงอะไรมากมาย

    #นายกฯอนุทิน #พรก.กู้เงิน #ลงทุน #เศรษฐกิจ #งบประมาณ #กู้เงิน #BTimes
    https://www.facebook.com/share/1Gxwzc2qfS/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งราคาพลังงานที่ยังผันผวน ต้นทุนสินค้าที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมวางรากฐานใหม่ให้ประเทศในระยะยาวได้

    อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ชี้ว่า เงินกู้ก้อนใหญ่ครั้งนี้มาพร้อมโจทย์เชิงนโยบายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะงบ 200,000 ล้านบาทในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือคนละครึ่งพลัส ซึ่งอาจช่วยเติมสภาพคล่องให้ครัวเรือน กระตุ้นการจับจ่าย และหนุนยอดขายกลุ่มค้าปลีกในระยะสั้น

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายในการดูแลเสถียรภาพราคาและการประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงของภาวะ Stagflation

    ขณะเดียวกัน เงินอีก 200,000 ล้านบาทที่ถูกจัดสรรเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์รูฟท็อป รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ คาร์บอนเครดิต และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานใหม่ อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญต่อหุ้นและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

    แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากงบลงทุนด้านพลังงานอาจยังไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น แต่หากรัฐสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการนี้อาจช่วยลดต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างถาวร พร้อมยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน และเสริมฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้

    อ่านต่อใน Comment ด้านล่าง

    อ่านต่อที่: https://www.amarintv.com/spotlight/economy/545254

    #ไทยช่วยไทยพลัส #คนละครึ่งพลัส #เงินเฟ้อ #Stagflation #พลังงานสะอาด #SPOTLIGHT #Biz1 #เศรษฐกิจ
    https://www.facebook.com/1000680941...KysLaHB4LbswockiDRiMgUJknN3l/?mibextid=NOb6eG
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Thaiarmedforce.com ชี้ ไทยยกเลิก MOU44 ไทยสูญเสียกลไกทวิภาคี เข้าสู่กลไกนานาชาติ อาจจะจบที่ศาลโลก หรือไม่ก็จะมีคนอื่นมาช่วยลากเส้นเขตแดนให้
    FB_IMG_1778147799324.jpg
    วันที่ 5 พ.ค.68 ’Thaiarmedforce.com' วิเคราะห์การยกเลิก MOU44 ของไทย และ @‘กัมพูชา’ ยื่นเรื่องต่อ UNCLOS ให้เริ่ม ‘กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ’

    กัมพูชาประกาศว่าถ้าไทยยกเลิก MoU44 จะแจ้ง UNCLOS เพื่อขอให้ดำเนินการกำหนดเขตแดนไทยกัมพูชาตามหลัก Compulsory Conciliation ซึ่งไทยจะถูกบังคับให้เข้าร่วมไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยจะมีคณะกรรมการมาลากเส้นเขตแดนให้ ซึ่งทำให้อย่างไรก็ตามไทยจะไม่ได้เส้นเขตแดนทางทะเลเดิมตามที่ไทยอ้างสิทธิ์ และอาจกระทบไปยังพื้นที่อื่นด้วย เช่น พื้นที่ JDA ไทย-มาเลเซีย ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายที่เชียร์ให้ยกเลิก MoU44 นั้นเข้าใจกลไกนี้หรือยัง ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจให้ข้ามไปอ่านข้อ 6 และ 7 เลย

    1. รัฐมนตรีของกัมพูชาประกาศเมื่อวานนี้ว่าถ้ารัฐบาลไทยดำเนินการยกเลิก MoU44 จริง ๆ กัมพูชาซึ่งเพิ่งให้สัตยาบันต่อ UNCLOS 1982 นั้นจะขอให้ดำเนินการผ่านกระบวนการ Compulsory Conciliation หรือการสมานฉันท์ภาคบังคับในประเด็นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

    2. ภายใต้มาตราที่ 298 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea 1982 ซึ่งถือเป็นธรรมนูญกฎหมายทะเลของโลก และมีลักษณะของกฎหมายจารีต ใครจะให้สัตยาบัญหรือไม่ก็สามารถอยู่ใต้บังคับของกฎหมายนี้ได้ระบุว่า รัฐภาคอาจยื่นขอตั้งข้อสงวนไม่เข้าสู่กลไกการแก้ไขข้อพิพาทเช่นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศได้ แต่ในกรณีของเส้นเขตแดนทางทะเลหรือการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เพื่ออ้างอธิปไตยเหนือน่านน้ำนั้น ถ้ารัฐภาคีตั้งข้อสงวนไม่เข้าสู่กลไกเหล่านั้น รัฐภาคนั้นจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    เมื่อเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ และคณะกรรมการสมานฉันท์ออกรายงานออกมา แม้รายงานนั้นจะไม่ถือว่าผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐภาคี แต่รัฐภาคีจะต้องนำรายงานนั้นเป็นพื้นฐานในการเจรจา ถ้าเจรจากันไม่สำเร็จ รัฐภาคีจะต้องตกลงที่จะยื่นข้อขัดแย้งไปยังกลไกอื่น ๆ เช่นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ยกเว้นว่าทั้งสองฝ่ายมีกลไกทวิภาคีหรือพหุพาคีที่ตกลงกันได้

    3. จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงกลไกนี้ได้ และจริง ๆ การมี MoU44 ก็คือการมีกลไกทวิภาคีซึ่งเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 298 ในการยกเว้นไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ แต่เมื่อยกเลิก MoU44 ไปแล้ว เท่ากับไทยเสียกลไกที่จะป้องกันตัวเองไป

    4. ในกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับนี้ รัฐภาคีที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้ โดย UNCLOS จะตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 คน แต่ละฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งจะสามารถตั้งคณะกรรมการได้ฝ่ายละ 2 คน รวมเป็นทั้งหมด 9 คน ซึ่งคณะกรรมการที่รัฐภาคีตั้งจะเลือกประธานที่เป็นกลาง 1 คน

    คณะกรรมการนี้ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการพิจารณาข้อขัดแย้งที่กรุงเฮกจะรับฟังคำให้การจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย และจะออกรายงานภายใน 12 เดือน และแม้ว่ารายงานที่ออกมาจะไม่ได้กำหนดให้มีผลผูกพันกับรัฐภาคีที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ซึ่งหมายถึงไม่ต้องดำเนินการตามรายงานแบบทุกตัวอักษร แต่ UNCLOS กำหนดให้รัฐภาคีนำรายงานนี้ไปเป็นพื้นฐานในการเจรจาโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    5. กรณีการใช้กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับที่มีชื่อเสียงคือกรณีระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียในปี 2016 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเลและแหล่งก๊าซธาามชาติที่ชื่อ Greater Sunrise ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานของกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ

    โดยในกรณีนี้ ออสเตรเลียกล่าวว่าเขตแดนทางทะเลระหว่างออสเตรเลียและติมอร์เลสเตควรเป็นไปตามหลัก Natural Prolongation หรือการทอดยาวตามธรรมชาติ หมายถึงพื้นดินใต้ทะเลที่ขยายออกไปตามธรรมชาตินอกอาณาเขตของดินแดนทางบกเพื่อกำหนดไหล่ทวีป ส่วนติมอร์เลสเตกล่าวว่าเขตแดนควรจะเป็นไปตามเส้นมัธยะหรือ Median Line

    แม้ว่าออสเตรเลียจะคัดค้านกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับและบอกว่าเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศนั้นถูกกำหนดให้แก้ไขผ่าน Treaty on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea ไว้อยู่แล้ว แต่คณะกรรมการปฏิเสธคำคัดค้านและดำเนินการไต่สวนตามคำให้การของทั้งสองฝ่าย และออกรายงานคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายถูกบังคับให้ใช้รายงานนี้เป็นพื้นฐานในการเจรจาจนได้มาซึ่งสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศในปี 2018

    ซึ่งภายใต้สนธิสัญญานี้ กำหนดให้ออสเตรเลียต้องแบ่งปันก๊าซธรรมชาติอย่างยุติธรรมกับติมอร์เลสเต จากเดิมที่ออสเตรเลียเสนอให้แบ่ง 50/50 ระหว่างสองประเทศ กลายเป็นต้องแบ่งรายได้ 70%-80% ให้ติมอร์เลสเต และยกแหล่งก๊าซธรรมชาติหลายแหล่งให้อยู่ในเขตน่านน้ำของติมอร์เลสเต

    6. จะเห็นได้ว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับแล้ว ก็คล้ายกับการที่ต้องไปขึ้นศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเล แม้ว่ารายงานของคณะกรรมการจะไม่เหมือนคำพิพากษาศาลโลกที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด แต่รายงานนั้นก็จะต้องเป็นพื้นฐานในการเจรจา นั่นหมายถึงจะต้องเจรจาพื้นฐานของหลักการที่รายงานวางไว้ ซึ่งในกรณีนี้ค่อนข้างแน่นอนว่า ไม่ว่าด้วยวิธีใด ไทยก็ไม่สามารถได้เส้นเขตแดนทางทะเลและเส้นอ้างสิทธิ์ตามที่ไทยยึดถือแน่นอน ไม่ว่าจะอ้างว่าไทยประกาศเส้นตามพระบรมราชโองการในปีไหนก็ตาม และมีความเป็นไปได้สูงที่คณะกรรมการจะกำหนดให้ไทยและกัมพูชาต้องเจรจาเส้นเขตแดนโดยใช้เส้นมัธยะ ซึ่งแม้จะแก้ปัญหาการลากเส้นบริเวณเกาะกูดที่ผิดพลาดของกัมพูชาได้ แต่ในโซนอื่นนั้นไทยจะต้องขยับเส้นอ้างสิทธิถอยออกมาอย่างน้อยไปตามเส้นมัยธะค่อนข้างแน่นอน

    7. ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือ ถ้าคณะรัฐมนตรีไทยตัดสินใจยกเลิก MoU44 ไม่ว่าด้วยวิธีใด และถ้ากัมพูชาตัดสินใจยื่นเรื่องต่อ UNCLOS ให้เริ่มกระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ ไทยไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ ถ้าตกลงกันไม่ได้อีก ไทยและกัมพูชาจะถูกบังคับให้ยื่นเรื่องสู่ศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ แต่ถ้าตกลงกันได้ก็จะสามารถจบประเด็นข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนในทะเลได้ แต่จะค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างไรไทยจะไม่ได้เขตแดนตามเส้นที่ไทยอ้างฝ่ายเดียวแน่นอน โดยประเด็นเกาะกูดน่าจะจบลงโดยสมบูรณ์ แต่ไทยน่าจะต้องยอมรับเส้นเขตแดนตามเส้นมัธยะไม่ใช่เส้นที่ไทยอ้าง

    ซึ่งไม่รู้ว่า ฝ่ายที่คัดค้าน MoU44 และบอกว่าไทยจะเสียดินแดน ไปจนถึงรัฐบาลและ สมช. นั้นเข้าใจกลไกของ UNCLOS ดีหรือไม่ และการตัดสินใจยกเลิก MoU44 แม้จะไม่ส่งผลร้ายแรงเหมือนการยกเลิก MoU43 แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยสละกลไกทวิภาคีที่ไทยยืนยันจะใช้มาโดยตลอดและพร้อมเข้าสู่กลไกนานาชาติ ซึ่งอาจจะจบที่ศาลโลก หรือถ้าไม่จบที่ศาลโลกก็จะมีคนมาช่วยลากเส้นเขตแดนให้ไทย จะอ้างพระบรมราชโองการว่าไทยประกาศเส้นเขตแดนทางทะเลแล้วไม่ได้ หรือจะใช้กำลังทหารยึดครองก็ไม่สามารถทำได้

    แต่ถึงที่สุดแล้ว การลากเส้นตามเส้นมัธยะก็ถือเป็นเส้นที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว ซึ่งไทยและกัมพูชาจะมีได้มีเสียแน่นอน ไม่มีใครได้ทั้งหมด และจะทำให้ประเด็นเขตแดนทางทะเลจบลงโดยไวในเวลาไม่กี่ปี แค่จบลงโดยไม่ได้ลากตามเส้นที่ไทยกำหนดเท่านั้น

    https://www.facebook.com/share/1BG1VWRkeN/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การประกาศระงับปฏิบัติการ “Project Freedom” อย่างกะทันหันของทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพันธมิตรหลักในอ่าวเปอร์เซีย นำโดยซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากไม่พอใจที่สหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการดังกล่าวโดยที่พวกเขาไม่ทราบล่วงหน้า ตามรายงานจากสำนักข่าว NBC News

    นอกจากนี้ Ryan Grim จาก Drop Site รายงานเพิ่มเติมโดยอ้างอิงคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่บริหารของสหรัฐฯ ว่า คูเวต ได้สั่งระงับการเข้าถึงฐานทัพ การประจำการ และการบินผ่านน่านฟ้า (ABO - Access, Basing, and Overflight) เช่นเดียวกัน

    NBC รายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้สั่งระงับการเข้าถึงฐานทัพอากาศ Prince Sultan Airbase และปิดกั้นน่านฟ้าสำหรับกองทัพสหรัฐฯ หลังจากทรัมป์ประกาศเริ่มปฏิบัติการโดยไม่ได้ประสานงานกับกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียอย่างเหมาะสม

    มีรายงานว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) ไม่สามารถหาข้อยุติในความขัดแย้งนี้ได้

    สหรัฐฯ ติดต่อไปยังกาตาร์หลังจากปฏิบัติการเริ่มขึ้นแล้วเท่านั้น ในขณะที่โอมานได้รับการติดต่อหลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศเรื่องนี้ต่อสาธารณะไปแล้ว

    หากปราศจากการสนับสนุนน่านฟ้าจากซาอุดีอาระเบียและคูเวต เครื่องบินของสหรัฐฯ จะไม่สามารถสร้าง "ร่มป้องกันภัย" (Defensive Umbrella) ที่จำเป็นในการคุ้มครองเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้การระงับปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางปฏิบัติ

    #OrbitWire

    https://www.facebook.com/share/18nge8cSwD/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "จีนไม่ยอมเป็นหมูให้เชือด!" — กรณีพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 และบทเรียนที่ FIFA และตะวันตกต้องเรียนรู้ใหม่

    เหลือเวลาอีกไม่ถึง 40 วันก่อนเปิดม่าน #บอลโลก2026 (สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก) แต่แฟนบอลในจีนแผ่นดินใหญ่อาจไม่ได้ดูถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ เมื่อ #จีน ประกาศกร้าวว่า "ไม่ยอมรับ" กับการตั้งราคามหาโหดของ #FIFA ที่มองจีนเป็น "บ่อเงินบ่อทอง" มานานเกินไป

    1. ตัวเลขที่น่าตกใจ: จาก "ราคาผัก" สู่ "ราคาทองคำ"

    บทความเผยให้เห็นประวัติการขึ้นราคาที่ก้าวกระโดดอย่างน่ากลัวของลิขสิทธิ์บอลโลกในจีน:
    • 1998 (ฝรั่งเศส): 2 ล้านดอลลาร์
    • 2002-2006 (เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น & เยอรมนี): 24 ล้านดอลลาร์ (แพ็กคู่)
    • 2010-2014 (แอฟริกาใต้ & บราซิล): 115 ล้านดอลลาร์ (แพ็กคู่)
    • 2018-2022 (รัสเซีย & กาตาร์): ประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ (ต่อครั้ง)
    • 2026 (ครั้งนี้): FIFA เรียกราคา 250 - 300 ล้านดอลลาร์! (เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว)

    2. ทำไมจีนถึง "กล้าปฏิเสธ" ในปี 2026?

    มี 4 เหตุผลหลักที่ทำให้จีนไม่ยอมเป็น "เหยื่อ" อีกต่อไป:

    1. ความบันเทิงล้นตลาด: วัยรุ่นจีนยุคนี้มีทางเลือกมากมาย ทั้งวิดีโอสั้น, เกม, และซีรีส์ การจะมานั่งอดนอนดูบอลที่ไม่มีทีมชาติจีนแข่ง (และเวลาห่างกัน 12-15 ชั่วโมง) ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำอีกต่อไป

    2. มนตร์ขลังที่เสื่อมสลาย: คนจีนเริ่มมองเห็นว่ากีฬาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตะวันตก (เช่น การแบนรัสเซียในปี 2018) ทำให้ภาพลักษณ์ "กีฬาไร้พรมแดน" กลายเป็นคำลวงตา

    3. โมเดลฟุตบอลเปลี่ยนทิศ: คนจีนหันไปอินกับ "ฟุตบอลบ้านๆ" อย่าง Cun Chao (Village Super League) ที่เน้นความสนุกเรียบง่ายมากกว่าฟุตบอลอาชีพที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์

    4. อำนาจการต่อรองที่เปลี่ยนไป: จีนมีกฎหมายชัดเจนว่าสิทธิ์ต้องซื้อผ่าน CCTV (CMG) เท่านั้น ห้ามแพลตฟอร์มอื่นดีลตรง ทำให้ FIFA ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคุยกับจีนเจ้าเดียว

    3. กลยุทธ์ "ต้องเชื่อมต่อกับจีน" (Connect with China)

    สิ่งที่ FIFA และองค์กรตะวันตกยังไม่เข้าใจคือ "ยุคที่ตะวันตกกำหนดราคาแล้วจีนต้องจ่าย" มันจบลงแล้ว:

    การเลือกปฏิบัติทางราคา: FIFA ขายลิขสิทธิ์ให้อินเดีย (2 ครั้ง) เพียง 35 ล้านดอลลาร์ แต่เรียกจากจีนถึง 300 ล้านดอลลาร์ นี่คือตรรกะแบบเจ้าอาณานิคมที่จีนยอมรับไม่ได้

    กฎใหม่ของโลก: ใครอยากเข้าตลาดจีน ต้องเคารพกฎและตรรกะของตลาดจีน ไม่ใช่เอากฎเก่าๆ ของตะวันตกมาบีบบังคับ

    เคสนี้ถือว่าเป็นการ 'ลองดี' ที่ FIFA พลาดอย่างแรง ในโลกปี 2026 ที่เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะ 'แบ่งเค้กที่เหลืออยู่' (Zero-sum game) จีนกำลังส่งสัญญาณบอกคนทั้งโลกว่า 'ถ้าคุณไม่จริงใจ เราก็ไม่ต้องคุยกัน'

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการที่อินเดีย มาเลเซีย ไทย และหลายประเทศในแอฟริกาเริ่ม 'แข็งข้อ' ต่อสู้ราคากับ FIFA เช่นกัน นี่คือสัญญาณของการตื่นรู้ของประเทศโลกที่สามที่ไม่อยากเป็น 'ตู้เอทีเอ็ม' ให้กับองค์กรตะวันตกอีกต่อไป

    #ChinaFocus #WorldCup2026

    https://www.facebook.com/share/1Mj8daWVpQ/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เฮ้ยยย วินาทีนี้ ตลาดหุ้นใหญ่สุดโลก TOP7 เป็นเอเชียยึดแล้วถึง 6 อันดับ!
    เกาหลีฮอตไล่แซงดะ! ไม่ถึงสิบวัน จากตลาดหุ้นใหญ่สุดของโลกอันดับ 9 ตอนนี้ ผงาดปาดขึ้นไปอันดับ 7 แล้ว!!!!! เร่าร้อนมาก ตามไม่ทันจริงๆ! เพิ่งเขียนไปสัปดาห์ก่อนเอง หุ้นเกาหลีแซงอังกฤษขึ้นอันดับ 8 และปุ๊บปั๊บ หุ้นไต้หวันแซงแคนาดาขึ้นอันดับ 6 แล้วไม่ทันไร นาทีนี้หุ้นเกาหลีแซงแคนาดาขึ้นอันดับ 7
    ย้ำว่านี่เกิดขึ้นในสัปดาห์เศษ!!!!! ตะลึง
    เอเชียไฟลุกสุดๆ นี่จะแรงแซงทุกโค้งเลยเรอะะะะะ

    บ้าไปแล้วนะครับท่าน
    สรุป ตลาดหุ้นโลก วัดตาม market cap
    1. อเมริกา / 2. จีน / 3. ญี่ปุ่น / 4. ฮ่องกง / 5. อินเดีย
    และ
    6. ไต้หวัน / 7. เกาหลีใต้ / 8. แคนาดา / 9. อังกฤษ / 10. ฝรั่งเศส

    ตะวันตกสั่นคลอน เหลืออเมริกาโดดๆ อยู่หัวแถว

    ทั้งนี้ เช้านี้ ตลาดหุ้นเกาหลีพุ่งกระฉูดบันลือโลก ดัชนี KOSPI ทำสถิติแตะหลักใหม่ ทะลุ 7,500 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พาให้ market cap ทะยานไปถึง 4.59 ล้านล้านดอลลาร์ ชนะแคนาดาซึ่งอยู่ที่ 4.50 ล้านล้านดอลลาร์

    ช่วงนี้ฮือฮาหวือหวาสะท้านปฐพี เมมโมรีชิป!!!!!!
    ☀️☀️☀️☀️☀️

    ละไต้หวันกับเกาหลีใต้แข่งกันขึ้น TOP5 นี่ไม่แน่นะครับท่าน
    บทจะพุ่งมันพุ่งได้มาก แรงมาก เพราะอย่างเกาหลีนี่ สัปดาห์ก่อนเพิ่งจะ 4 ล้านล้านดอลลาร์เอง
    สัปดาห์นี้ ผ่าน 4.5 ล้านล้านแล้ว
    ถึง 5 เกรงว่าไม่นาน!!!!!

    ลุ้น
    https://www.bloomberg.com/news/arti...venth-largest-stock-market?srnd=homepage-asia
    https://www.facebook.com/share/p/1DtCALAgR5/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,378
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Equity Risk Premium ติดลบ = เตรียมตัวดอย?
    FB_IMG_1778148396391.jpg FB_IMG_1778148401893.jpg
    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้มีกราฟชวนขนลุกมาให้ดู 2 ภาพ เพราะมันกำลังบอกสัญญาณบางอย่างที่นักลงทุนหุ้นโลก โดยเฉพาะคนที่ถือ S&P 500 หรือกองทุนหุ้นสหรัฐ-หุ้นโลกอยู่ ต้องอ่านให้จบนะคะ

    ก่อนอื่นนิคกี้ขอพาทุกคนมาทำความรู้จัก "Equity Risk Premium" หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ERP กันก่อน เพราะถ้าไม่เข้าใจตัวนี้ จะอ่านกราฟไม่รู้เรื่องเลยค่ะ

    ERP คือส่วนต่างระหว่าง "ผลตอบแทนคาดหวังจากหุ้น" (วัดจาก Earnings Yield หรือกำไรต่อราคาหุ้น = E/P) ลบด้วย "ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี" (Risk-free rate)

    พูดง่ายๆ ก็คือ ERP เป็น "ค่าตอบแทนพิเศษ" ที่นักลงทุนควรจะได้ จากการแบกความเสี่ยงในการถือหุ้นแทนที่จะถือพันธบัตรที่แทบไม่มีความเสี่ยง

    ตามตำราการเงินทั่วไป ERP "ควร" เป็นบวกเสมอ เพราะถ้ามันติดลบ มันแปลว่าคุณกำลังยอมแบกความเสี่ยงเพิ่มเพื่อถือหุ้น แต่ได้ผลตอบแทนคาดหวังต่ำกว่าการถือพันธบัตรที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งในเชิงเหตุผลทางการเงิน มันคือสภาวะที่ valuation ของตลาดหุ้นแพงเกินจริงเทียบกับทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

    แล้วตอนนี้ ERP ของ S&P 500 อยู่ที่เท่าไหร่?

    คำตอบคือ "ติดลบ" ค่ะ และไม่ใช่แค่ติดลบนิดหน่อย แต่เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี ส่วนเส้นสีส้ม (S&P 500) กำลังพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,000 จุดกว่าๆ และจุดสีแดงเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่บนเส้น S&P 500 คือช่วงเวลาที่ ERP ติดลบ ซึ่งในประวัติศาสตร์ 30 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือช่วงปี 1999-2000 ก่อนเกิดวิกฤตดอทคอม และ "ตอนนี้" ค่ะ

    ทีนี้คำถามที่ทุกคนสงสัยและเป็นหัวข้อโพสต์วันนี้คือ... ถ้า ERP ติดลบแบบนี้ แล้วผลตอบแทนของหุ้นใน 12 เดือนถัดไปจะเป็นยังไง? เราจะต้องเตรียมตัวดอยจริงๆ ไหม? นิคกี้พาไปดูกราฟที่สองเพื่อหาคำตอบกันค่ะ

    กราฟที่ 2 เป็น Scatter Plot ที่จุดแต่ละจุดเป็นการสังเกตในแต่ละวันตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยแกน X คือค่า ERP ณ วันนั้น และแกน Y คือผลตอบแทน S&P 500 ใน 12 เดือนถัดมา

    จุดสีเขียวคือวันที่ ERP ติดลบ แต่ 12 เดือนต่อมา S&P 500 ยังขึ้นต่อได้ (happy ending)

    ส่วนจุดสีแดงคือวันที่ ERP ติดลบ และ 12 เดือนต่อมา S&P 500 ลงจริง (คือดอยจริงๆ ค่ะ ดอยแบบเจ็บหนักด้วย)

    และตรงนี้แหละที่นิคกี้อยากให้ทุกคนสังเกตให้ดีๆ เพราะคำตอบมันไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่หลายคนคิด

    เวลา ERP ติดลบ ผลลัพธ์ที่ตามมามัน "Bimodal" สุดๆ ค่ะ แยกเป็นสองขั้วชัดเจน ไม่ขึ้นแรงไปเลย (จุดสีเขียวขึ้นได้ถึง +50%) ก็ลงหนักไปเลย (จุดสีแดงลงได้ถึง -30%) แทบไม่มีตรงกลาง ไม่มีโซนสบายๆ ค่ะ

    ต่างจากตอนที่ ERP เป็นบวกปกติ (จุดสีส้ม) ที่ผลตอบแทนกระจายตัวอยู่รอบๆ ค่าเฉลี่ย +8% ถึง +12% แบบกระจายเป็นกระจุกตามปกติ

    และนี่คือสิ่งสำคัญที่นิคกี้อยากเน้นย้ำกับทุกคนค่ะ ERP ติดลบ "ไม่ใช่สัญญาณขายที่แม่นยำพอ" จะให้เราเทพอร์ตทิ้งทั้งหมดได้เลย เพราะประวัติศาสตร์บอกชัดว่า ตอน ERP ติดลบ ตลาดยังขึ้นต่อได้อีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ก็มี เหมือนช่วงปี 1999 ที่ Nasdaq ขึ้นต่อจากจุดที่ ERP ติดลบไปอีกเกือบ 100% ก่อนจะ Crash ในปี 2000-2002 ใครที่ขายเร็วเกินไปตอน ERP เริ่มติดลบครั้งแรก ก็พลาดกำไรมหาศาลในปีสุดท้ายของ Bull Market เหมือนกันค่ะ

    สิ่งที่ ERP ติดลบบอกเราจริงๆ คือ "ความเสี่ยงในการถือหุ้นตอนนี้สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย" คุณกำลังจ่ายแพงขึ้น เพื่อผลตอบแทนคาดหวังที่น้อยลง และโอกาสเจอ Drawdown หนักก็เพิ่มขึ้นด้วย

    เป็นสภาวะที่นักการเงินเรียกว่า Asymmetry กลับด้าน คือจากเดิมเสี่ยงน้อยได้มาก กลายเป็นเสี่ยงมากได้น้อย แค่นั้นเองค่ะ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

    นิคกี้ชอบใช้คำเปรียบเทียบว่า ERP ติดลบเหมือน "ไฟเหลือง" ให้ชะลอและระมัดระวัง ไม่ใช่ "ไฟแดง" ให้เหยียบเบรกหยุดสนิท

    สรุปสุดท้ายของนิคกี้นะคะ

    ERP ติดลบ ไม่ได้แปลว่าจะดอยพรุ่งนี้ และไม่ใช่สัญญาณขายที่ดีพอจะให้เรากดขายทั้งหมด แต่มันคือ "ใบเตือน" ว่าความคุ้มค่าของการถือหุ้นตอนนี้ลดลง และความเสี่ยง 2 ทางเปิดกว้างขึ้น

    นักลงทุนที่ฉลาดในจังหวะแบบนี้ ไม่ใช่คนที่หนีตลาด แต่คือคนที่ "ลดความโลภ และเพิ่มความระมัดระวัง" ค่ะ จำไว้เสมอว่า Valuation บอก "ความคุ้มค่า" ได้ดี แต่บอก "Timing" ไม่เก่งค่ะ

    ทางที่เราต้องลุ้นมี 2 ทางคือ

    1. สงครามจบเร็ว น้ำมันร่วง เงินเฟ้อลง เฟดกลับมาลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ bond yield ลดลง = ERP เพิ่มขึ้น
    2. บริษัทสหรัฐฯ ทำกำไรเก่งมากจนวิ่งแซงราคาหุ้นได้ ทำให้ earnings yield เพิ่มขึ้น = ERP เพิ่มขึ้น

    เราจะรู้เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันค่ะ

    https://www.facebook.com/share/p/1B9svFg2qh/
     

แชร์หน้านี้

Loading...