เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 8 เมษายน 2026 at 19:49.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อย่าเพิ่งไปสนใจว่าเขาจะหยุดยิงกันได้กี่ชั่วโมง แล้วก็อย่าไปสนใจว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่ลดค่าธรรมเนียมการกลั่นหน้าโรงงาน เพิ่งจะมาลดกันตอนนี้

    เนื่องเพราะว่าเมื่อครู่นี้เรามีการสวดสรรเสริญเทวดานพเคราะห์ ซึ่งบางชื่อไม่ตรงกับความเคยชินของเรา อาจจะมีการสงสัยว่ามีที่มาอย่างไร อย่างเช่นว่าพระอาทิตย์ บาลีใช้ "อาทิจจะเทวา" เพราะคำว่าพระอาทิตย์ที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้มาจากภาษาสันสกฤต กระผม/อาตมภาพถึงได้ว่าบ้านเรามันบ้า เรียนภาษาบาลีกันแทบล้มประดาตาย แต่คำที่ใช้มักจะเป็นภาษาสันสกฤต ก็เลยมีการลักลั่นกันเป็นปกติ

    ส่วนพระจันทร์นั้นตรงตัว ก็คือ "จันทะเทวา" หรือ "จันทะเทพบุตร" พวกเราต้องเข้าใจว่ามนุษย์เราเก่งมาก สามารถตั้งเทวดาได้

    เนื่องเพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึง "เทวตานุสติ" คือการระลึกถึงคุณงามความดีของเทวดา และคุณธรรมในการทำให้มนุษย์กลายเป็นเทวดา อย่างเช่นว่าถ้ามีศีล ๕ มีหิริ - โอตัปปะ มีเทวธรรมครบถ้วน ก็สามารถเกิดเป็นเทวดาได้

    ถ้ามีศีล ๕ มีหิริ - โอตัปปะแล้ว สามารถทรงสมาธิถึงระดับฌาน ก็เกิดเป็นพรหมได้ ตามลำดับของตน ไม่ว่าจะเป็นรูปฌาน หรือว่าอรูปฌานก็ตาม

    แต่ถ้าหากว่าไม่นิยมการเกิด ตัดภาระผูกพันทั้งปวงได้ ก็จะกลายเป็นเทวดาผู้บริสุทธิ์ เรียกว่า "วิสุทธิเทพ" ซึ่งก็คือพระอรหันต์บนพระนิพพาน

    คราวนี้ในเมื่อมีการระลึกถึงคุณงามความดี ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดาพรหมแล้วปฏิบัติตาม เมื่อมนุษย์เชื่อมั่นว่าเทวดาลักษณะแบบนั้น มีคุณสมบัติแบบนั้น จึงทำให้ "ข้างบน" ต้องจัดสรรเทวดาที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมารับภาระหน้าที่ อย่างเช่นว่าพระอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นต้น แต่ว่าพระอาทิตย์หรือว่าพระจันทร์ท่านไม่ได้อาศัยอยู่ที่ดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ที่เป็นดวงดาว ตามปกติท่านมีวิมานของตนเองอยู่แล้ว
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    ในส่วนของพระอังคารนั้น บาลีใช้ว่า "ภุมมะเทวา" คือเทวดาผู้รักษาพื้นดิน ตรงนี้ผิดไปไกลมาก เหตุที่ใช้แบบนั้นก็เพราะว่าในช่วงแรก คุณสมบัติที่กำหนดเกี่ยวกับพระภูมิเจ้าที่หรือภุมมะเทวดานั้น ไปตรงกับพระอังคารพอดี

    ดังนั้น..บาลีจึงใช้ภุมมะเทวาแทนพระอังคาร แต่ว่าความจริงแล้ว ภุมมะเทวดานั้นมีมากมายมหาศาล ถ้าหากว่าองค์ไหนบารมีมากก็ดูแลเขตพื้นที่กว้างขวางมาก ถ้าบารมีน้อยก็ดูแลเขตแคบเข้ามา หลัก ๆ เลยก็คือจดความดีความชั่วของมนุษย์ แล้วส่งให้ท้าวจาตุมหาราชซึ่งเป็นนายใหญ่ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จะนำไปส่งต่อให้กับปัญจสิกขเทพบุตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการให้กับพระอินทร์ ที่เป็นจอมเทวดาทั้ง ๖ ชั้น นำไปประกาศที่เทวสภาในทุกวันพระ ซึ่งจะว่าไปแล้ว เรื่องของวันพระ เทวดาก็ไม่ตรงกับเราอีก แต่ก็ไม่เป็นไร ให้รู้ไว้ว่าเป็นอย่างนี้

    วันพระไหนมีคนทำความดีมาก บรรดานางฟ้าเทวดาก็รื่นเริงบันเทิงใจว่า "ผู้ที่จะมาเป็นสหายของเรานั้นมีมาก" คำว่าเป็นสหายหรือเป็นเพื่อน ก็คือจะไปเกิดอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าหากว่าวันพระไหน มีคนทำบุญน้อย สร้างกุศลน้อย นางฟ้าเทวดาก็หงอยเหงาเศร้าซึมว่า "สหายของเราจักมีน้อย" เรื่องพวกนี้ฟังไปแล้วค่อนข้างจะบ้าอยู่บ้าง

    ไปถึงพระพุธ บาลีใช้ "วุธะเทวา" ซึ่งบาลีใช้ ว. หรือ พ. แทนกันได้ อย่างเช่นว่า "วีสติ" (ยี่สิบ) หรือถ้าหากว่าเป็นบาลีก็ใช้คำว่า "พีสติ" ก็ได้ ในเมื่อใช้แทนกัน ถึงเวลาพระพุธจึงเป็นวุธะเทวา

    แต่พอไปพระพฤหัสบดี กลับใช้คำว่า "คุรุเทวา" คือเทวดาผู้เป็นครู เนื่องเพราะว่าพระพฤหัสบดีนั้น ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของหลักวิชาการทั้งปวง ดังนั้น..ถึงเวลาจะไหว้ครูก็ต้องไหว้พระพฤหัสบดี เนื่องเพราะว่าตามตำรากำเนิดเทวดา พระอิศวรเอาพระฤๅษี ๑๙ ตนมาสร้างเป็นพระพฤหัสบดี พระฤๅษีถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ตามสายหลักวิชาการต่าง ๆ เมื่อสร้างเป็นเทวดา จึงเชื่อว่าพระพฤหัสบดีเป็นครูไปด้วย เขาจึงนิยมไหว้ครูกันในวันพฤหัสบดี

    แต่บางทีบางตำราก็เรียกว่า "พระชี" คำว่าชีในที่นี้หมายถึงนักบวช ซึ่งสมัยก่อนเขาใช้คำว่า "ชีบานาสงฆ์" ชีก็คือนักบวช บาก็คือครูบาอาจารย์นั่นเอง แล้วคนไทยเราก็มักจะห้อยท้ายคำคล้องจองไปด้วย ก็เลยมี นา โผล่เข้ามา กลายเป็นชีบานาสงฆ์

    ฟังแล้วบางทีก็เครียดเพราะไม่รู้ที่มา แล้วปัจจุบันนี้พระชีก็มีการเขียนเป็น "พระชีว์" ก็คือชีวะ หรือว่าชีวิตนั่นเอง แต่ว่าผิดไปจากความหมายแต่โบราณ แต่ถึงอย่างไร ก็ให้รู้ว่าคุรุเทวา หรือพระชี หมายถึงพระพฤหัสบดี
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +26,897
    ส่วนพระศุกร์นั้นใช้ "สุกกะเทวา" ตรงกัน คำว่าสุกกะในที่นี้หมายถึงสว่างรุ่งเรือง ซึ่งถ้าหากว่าเราดูดาวพระศุกร์ จะเห็นว่าสว่างกว่าดาวดวงอื่น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าใกล้โลกมาก

    ต่อไปคำว่าพระเสาร์ เขาใช้คำว่า "สาระ" ซึ่งแปลว่าแก่นสารก็มี "เสาโร" ซึ่งมาจากคำว่าเสาร์ตรง ๆ ก็มี ดังนั้น พระเสาร์จึงกลายเป็น "สาระเทวา" หรือ "โสระเทวา" วันเสาร์บางทีก็เรียก "สารวาร" หรือ "โสรวาร" แล้วแต่ถนัด

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราสวดมาแล้ว ถึงเวลาถ้ามีคนถาม ก็ต้องอธิบายให้เขาทราบว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ขอให้เข้าใจว่า เทวดานพเคราะห์นั้นเป็นความเชื่อตามหลักศาสนาฮินดู ถ้าความเชื่อตามหลักของเราก็คือ เทวดาทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยความละอายชั่ว กลัวบาป มีศีลที่สมบูรณ์ จึงสามารถที่จะเกิดเป็นเทวดาได้ แล้วถ้าจะเป็นตามลำดับชั้นต่าง ๆ ก็ต้องมีคุณสมบัติอื่นเพิ่มขึ้นไปอีก อย่างเช่นว่าทรงฌานได้ แต่ไม่ได้เข้าฌานตาย เป็นต้น ไม่ใช่คุณสมบัติเทวดาทุกชั้นก็คือให้ทาน ให้ทานมากยิ่งขึ้น ให้ทานมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ไอ้นั่นมันมั่ว ถือเป็นสัทธรรมปฏิรูปแทรกเข้ามา ไม่ใช่ของจริง

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าใครสวดมนต์จะเห็นมีบทสวดว่า "หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร" ก็คือเขายืนยันว่าเทวธรรม หรือหลักธรรมที่ทำให้เป็นเทวดานั้น จะต้องมีหิริ ก็คือความละอายต่อความชั่ว พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ทำความชั่ว และโอตตัปปะ คือความกลัวเกรงผลของความชั่วนั้นจะส่งผล ก็คือถ้าทำแล้วเราต้องเดือดร้อนแน่ คุณสมบัตินี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เราเกิดเป็นเทวดาได้

    จะเห็นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่า เราสามารถที่เราจะเกิดเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าได้ เกิดเป็นพรหมทุกชั้น อรูปพรหมทุกชั้นก็ได้ หรือถ้ามีปัญญา เข้าถึงหลักธรรมอย่างแท้จริง ปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง เราก็เกิดเป็นวิสุทธิเทพ หรือพระอรหันต์ได้

    ตรงจุดนี้ถ้าพูดไปก็กลายเป็นถกเถียงกันอีก เพราะนักวิชาการส่วนหนึ่งแปลภาษาบาลีที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" บอกว่านิพพานนั้นสูญ แล้วจะไปเกิดได้อย่างไร แต่ลืมตรงที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีสถานที่ สูญเปล่าไปเฉย ๆ แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร ? เรื่องพวกนี้ปล่อยคนอื่นเขาเถียงกันไป ในเมื่อพระพุทธเจ้าสอนให้เราเข้าถึงพระนิพพาน เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อพระนิพพานของเราไปก็แล้วกัน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...